Political Podcast Project
สื่อกับการเมือง: จากป้ายหาเสียงถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล
เรื่องและภาพ: ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์
ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่มีรากฐานยาวนานตั้งแต่ยุคสงครามโลกที่วิทยุถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และเป็นหลักฐานแรก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าสื่อมีพลังในการกำหนดทัศนคติทางการเมืองของประชาชนในระดับสังคม
ในปัจจุบัน การสื่อสารทางการเมืองได้ขยายความหมายออกไปมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ โดย McNair (2018) ได้นิยามไว้ว่ามันคือ “การสื่อสารทุกรูปแบบที่มีเจตนาส่งผลต่อกระบวนการทางการเมือง” ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมือง นักการเมือง สื่อมวลชน หรือแม้แต่ประชาชนที่โพสต์ความเห็นลงบนโซเชียลมีเดีย นิยามนี้ทำให้การศึกษาสื่อกับการเมืองขยายออกไปครอบคลุมสื่อทุกรูปแบบและทุกช่องทาง
ในบริบทของประเทศไทย การใช้สื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางการสื่อสาร สิ่งที่น่าสนใจคือ การสื่อสารทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชนในสังคม กล่าวคือ สื่อไม่ได้เป็นแค่กระจกสะท้อนสังคม แต่มีส่วนในการกำหนดว่าประชาชนจะรับรู้และตัดสินใจทางการเมืองอย่างไร บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์การใช้สื่อในทางการเมืองโดยพิจารณาทั้งมิติของสื่อดั้งเดิมและสื่อสมัยใหม่
สื่อหาเสียงแบบดั้งเดิมยังมีบทบาทอยู่หรือไม่
หนึ่งในทฤษฎีที่ใช้อธิบายพลังของสื่อดั้งเดิมได้ดีที่สุดคือ Agenda-Setting Theory ซึ่งเกิดจากการศึกษาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1968 ข้อค้นพบสำคัญคือ สื่อไม่ได้บอกประชาชนว่าควรคิดอย่างไร แต่บอกว่าควรสนใจเรื่องอะไร ผ่านการเลือกนำเสนอและให้น้ำหนักกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งในที่สุดกลายเป็นเกณฑ์ที่ประชาชนนำไปใช้ประเมินนักการเมืองและพรรคการเมือง
ต่อมา Iyengar และ Kinder (1987) พิสูจน์ผ่านการทดลองว่า ผู้ชมโทรทัศน์ที่ถูกทำให้เห็นประเด็นใดประเด็นหนึ่งบ่อยครั้งจะนำประเด็นนั้นไปใช้ตัดสินนักการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองที่ลึกกว่าระดับการรับรู้ข้อมูลเบื้องต้น
แม้โซเชียลมีเดียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว รายงานของ Reuters Institute (2023) ระบุว่าโทรทัศน์ยังคงเป็นแหล่งข่าวสำคัญสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ขณะที่กลุ่มอื่นหันมาพึ่งพาสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยเฉพาะ Facebook, YouTube, Line, X และ TikTok ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศการใช้สื่อไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มอายุ ในแง่ของสื่อหาเสียงแบบกายภาพ พื้นที่ที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สื่อกายภาพอย่างป้ายหาเสียงยังคงเป็นช่องทางหลักที่ผู้สมัครสามารถสร้างการรับรู้ได้จริง และมีผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงที่วัดได้เชิงประจักษ์ นอกจากนี้จากงานวิจัยของ Wongchaowpreecha และ Tangprasert (2019) ยังพบว่าช่องทางการสื่อสารในพื้นที่ยังคงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนในระดับท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้สื่อดั้งเดิมจึงยังไม่หายไปจากการเมืองไทย
โซเชียลมีเดียกับการเมืองไทย: เปิดพื้นที่ใหม่ สร้างพลังใหม่
การเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทชี้ขาดต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยผลสำรวจหลังการเลือกตั้งจากกลุ่มตัวอย่าง 1,249 คนจากงานศึกษาของ Sinpeng (2024) พบว่าโซเชียลมีเดียเป็นสื่อสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางการลงคะแนน ทั้งในการกระตุ้นผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ และในการเปลี่ยนใจผู้ที่มีแนวโน้มเลือกพรรคอื่นอยู่แล้ว
งานวิจัยที่ศึกษาการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการสื่อสารทางการเมืองของเยาวชนไทยพบว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการสร้างพื้นที่แสดงออกทางการเมือง ช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเมือง และส่งเสริมการระดมพลังทางการเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต จะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนไทยในช่วงปี 2563-2564 เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการระดมผู้คน โดยแพลตฟอร์มอย่าง X และ TikTok ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารเพื่อต่อต้านรัฐบาล ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประท้วงแบบเดิมที่พึ่งพาการชุมนุมเชิงกายภาพเป็นหลัก
นอกจากนี้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีผู้ใช้ถึงร้อยละ 51 และมีผู้ใช้เพื่อเข้ารับชมเนื้อหาข่าวสารถึงร้อย 30 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความโน้มเอียงที่จะเสพเนื้อหาการเมืองในรูปแบบวิดีโอขนาดสั้นมากกว่าอ่านบทความ แนวโน้มนี้ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองหันมาใช้แพลตฟอร์มนี้ในการสื่อสารทางการเมืองและนโยบายมากขึ้น
อย่างไรก็ตามผลกระทบด้านลบที่สำคัญของโซเชียลมีเดียต่อการสื่อสารทางการเมืองคือ ปรากฏการณ์ “Echo Chamber” ซึ่งเกิดจากการที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มคัดกรองและนำเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับความเชื่อและพฤติกรรมเดิมของผู้ใช้ซ้ำ ๆ ส่งผลให้ผู้ใช้ถูกล้อมรอบด้วยข้อมูลจากด้านเดียวโดยไม่รู้ตัว โดย Sustein (2017) ชี้ให้เห็นว่า Echo Chamber นำไปสู่การแบ่งขั้วทางการเมือง (Political Polarization) อย่างรุนแรง เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มไม่เพียงแต่มีความคิดเห็นต่างกันแต่ยังมีความภาพความเป็นจริงของข้อมูลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
บทสรุป
การสื่อสารทางการเมืองที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะผ่านสื่อดั้งเดิมที่ช่วยกำหนดวาระสาธารณะ หรือสื่อดิจิทัลที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้นกว่าเดิม สื่อแต่ละรูปแบบล้วนมีบทบาทในการเชื่อมโยงพลเมืองกับกระบวนการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Echo Chamber ที่อาจบ่อนเซาะความสามารถของสังคมในการถกเถียงบนพื้นฐานของข้อมูลร่วมกัน การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในฐานะทักษะพลเมือง ควบคู่กับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นภารกิจที่ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้สื่อทุกรูปแบบทำหน้าที่เสริมสร้างพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเอื้อต่อการถกเถียงในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง