Political Podcast Project
“When Politics Goes High-Tech”: Big Data, AR, Hologram และ VR ในกระบวนการทางการเมือง
เรื่องและภาพ: ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์
หากนักการเมืองต้องการคะแนนเสียง วิธีการโดยส่วนใหญ่คือการไปปรากฏตัวทางกายภาพ เช่น พบปะ พูดคุย จัดเวทีปราศรัยกลางแจ้ง เคาะประตูบ้านทีละหลัง หรือพูดผ่านวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความพยายามที่ตั้งอยู่บนเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างความไว้วางใจผ่านการปรากฏตัว ในเวลาต่อมาเมื่อมีการเข้ามาของโซเชียลมีเดีย สมการนี้ได้เปลี่ยนไปบางส่วน นักการเมืองสามารถสื่อสารได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าเดิม แต่ก็ยังคงเป็นการส่ง “ข้อความ” จากผู้ส่งไปยังผู้รับ เพียงแต่เพิ่มความเร็ว ความถี่ และขอบเขตการเข้าถึงที่มากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไป เทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการส่งสารอีกต่อไป หากแต่เริ่ม “สร้างประสบการณ์” ทางการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถปรากฏตัวผ่านโฮโลแกรมในหลายพื้นที่พร้อมกันโดยไม่ต้องเดินทาง อัลกอริทึมสามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมหาศาลและปรับเนื้อหาทางการเมืองให้สอดคล้องกับความสนใจเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ และเทคโนโลยี VR สามารถพาผู้คนเข้าไปสัมผัสภาพจำลองของนโยบายในโลกเสมือน แทนที่จะเพียงอ่านเอกสารหรือฟังคำปราศรัย
บทความนี้ชวนมองว่าในกระบวนการทางการเมืองนั้น เทคโนโลยีอย่าง Big Data, AR (Augmented Reality), VR (Virtual Reality) และ Hologram เข้ามามีบทบาทและถูกนำไปใช้อย่างไร แล้วเทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลอย่างไรกับรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนจากความสัมพันธ์ที่อาศัยการพบปะทางกายภาพไปสู่ความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและประสบการณ์เสมือน
Big Data: เมื่อข้อมูลคือชัยชนะ
ก่อนที่ AR หรือ VR จะเข้ามามีบทบาท เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมการเมืองสมัยใหม่มากที่สุดอย่างเงียบ ๆ คือ Big Data และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ย้อนกลับไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์แค่การที่ Barack Obama กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของยุค “Data-Driven Campaigning” ที่มีใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวางกลยุทธ์การหาเสียงอย่างเป็นระบบ
ทีมหาเสียงของ Obama ได้พัฒนาระบบที่ให้คะแนนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนตามความน่าจะเป็นสองประการ ประการแรกคือโอกาสที่พวกเขาจะออกไปลงคะแนน และประการที่สองคือโอกาสที่พวกเขาเหล่านั้นจะเลือก Obama วิธีการคือให้อัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลมากกว่าหนึ่งพันตัวแปรต่อบุคคล ตั้งแต่ประวัติการลงคะแนน ข้อมูลทะเบียนบ้าน พฤติกรรมการซื้อสินค้า ไปจนถึงช่องรายการโทรทัศน์ที่ชอบดู และอื่น ๆ จากนั้นจึงออกแบบสารทางการเมืองให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มย่อย วิธีคิดแบบนี้ทำให้การเมืองเปลี่ยนจากการสื่อสารแบบ “หนึ่งสารถึงทุกคน” ไปสู่ “หนึ่งสารต่อหนึ่งกลุ่ม” หรือแม้แต่ “หนึ่งสารต่อหนึ่งคน” โดยคุณ Jim Messina ผู้เป็น Campaign Manager ของ Obama ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ ในปี 2012 ว่า เขานั้นวัดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อใช้วิเคราะห์ในการหาเสียงนี้ ถ้าหากวัดผลไม่ได้ เขาจะไม่ถือว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงในเชิงกลยุทธ์ เพราะทีมของเขาต้องการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ตัดสินใจทุกอย่างบนฐานข้อมูล และเขาเชื่อว่าการหาเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณล้วน ๆ ได้จบลงแล้ว
นอกจากนี้ MIT Technology Review (2012) รายงานว่าทีม Data Analytics ของ Obama ในปี 2012 มีขนาดใหญ่กว่าปี 2008 ถึงห้าเท่า มีนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) ที่ทำงานในห้องลับที่เรียกกันว่า “ห้องรหัสนิวเคลียร์” โดยใช้โค้ดเนมสำหรับโปรเจกต์ต่าง ๆ อย่าง Narwhal และ Dreamcatcher ผลลัพธ์คือ Obama สามารถออกแบบสารทางการเมืองที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละกลุ่มอย่างแม่นยำ ซึ่ง Bimber (2014) ได้นิยามว่าเป็น “Personalized Political Communication” ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
แนวทางดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Micro-targeting” คือการใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พฤติกรรมออนไลน์ หรือประวัติการบริโภค มาจัดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างละเอียด ก่อนส่งสารที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของแต่ละกลุ่มในรูปแบบที่ไม่เคยทำได้ในยุคโทรทัศน์ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ บริษัท El Toro ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดดิจิทัลสัญชาติอเมริกัน จุดเด่นของบริษัทคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า IP Targeting ซึ่งสามารถระบุที่อยู่ IP ของครัวเรือนแต่ละหลังและส่งโฆษณาไปยังทุกอุปกรณ์ในบ้านนั้นได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องใช้คุกกี้ (Cookie-free) โดยในปี 2020 El Toro สามารถระบุที่อยู่ IP ของครัวเรือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 130,000 รายที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและส่งโฆษณาการเมืองไปยังทุกอุปกรณ์ในบ้านนั้น 3 ครั้งต่อวัน นอกจากนี้ จากรายงานของ Electronic Frontier Foundation (2024) ได้ระบุว่าในปี 2020 กลุ่มทางการเมืองได้จ่ายเงินให้บริษัท Data Broker อย่างน้อย 37 ราย รวมกว่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าถึงข้อมูลของประชาชนที่ละเอียดยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การใช้ Big Data ในทางการเมืองนำมาซึ่งคำถามด้านจริยธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย Policy Review (2021) ชี้ว่า Micro-targeting โดยแก่นแท้แล้วไม่ต่างจากรูปแบบหนึ่งของการสอดส่องพฤติกรรมประชาชน (Surveillance) เพราะกระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียดโดยที่เจ้าของข้อมูลหลายคนไม่รู้ตัวว่าข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ในเชิงการเมือง ซึ่งต่างจากการโฆษณาสินค้าตรงที่ข้อมูลทางการเมืองนั้นละเอียดอ่อนกว่ามาก เพราะสะท้อนความเชื่อ ค่านิยม และจุดยืนทางสังคมของบุคคล ซึ่งในบางบริบทอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของชีวิตได้โดยตรง
และคงไม่มีกรณีศึกษาไหนใดที่แสดงให้เห็นอันตรายของ Big Data ทางการเมืองได้ชัดเจนเท่ากับกรณีของ Cambridge Analytica บริษัทที่ปรึกษาจากอังกฤษที่อ้างว่ามีข้อมูลทางจิตวิทยาของชาวอเมริกัน 220 ล้านคน โดยมีตัวแปรมากถึง 5,000 รายการต่อคน ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาออกแบบสารทางการเมืองที่กระตุ้นบุคลิกภาพทางจิตวิทยาของมนุษย์แต่คน โดยอิงจากแบบจำลองที่ชื่อว่า “OCEAN” (Openness, Conscientiousness, Extraversion, Agreeable) โดย Cambridge Analytica นำโมเดลนี้มาใช้โดยวิเคราะห์ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนมีบุคลิกแบบไหน แล้วออกแบบสารการเมืองให้ตรงกับ “จุดกดดัน” ของบุคลิกนั้น เช่น คนที่มี N สูงจะถูกกระตุ้นด้วยสารที่สร้างความกลัวหรือความวิตกกังวล ส่วนคนที่มี O สูงจะถูกดึงดูดด้วยสารที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาคือข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “This is Your Digital Life” ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ General Data Protection Regulation ได้รับความสนใจและมีการบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้น
Augmented Reality (AR): เมื่อป้ายหาเสียงมีชีวิต
Augmented Reality (AR) คือเทคโนโลยีที่ซ้อนภาพดิจิทัลลงบนโลกจริงผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์พิเศษ หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนคือเกม Pokémon GO ที่ตัวละครการ์ตูนปรากฏซ้อนอยู่บนท้องถนนจริง ๆ ในทางการเมือง AR ถูกนำมาใช้โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปกรณ์มือถือมีการรองรับ AR มากขึ้น โดยในปี 2023 มีรายงานว่ามีผู้ใช้ AR ทั่วโลกถึง 22.8 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ AR กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
AR มีศักยภาพหลายด้านในการสื่อสารทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งปี 2013 พรรค CDU ของ Angela Merkel เปิดตัวแอป AR ชื่อ “Merkel App” โดยติดตั้งป้ายหาเสียงขนาดใหญ่ที่มีภาพ Merkel ในชุดสูทสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ทั่วพื้นที่สาธารณะ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปิดแอปและชี้กล้องไปที่ป้าย ระบบจดจำใบหน้าจะทำงานและ Merkel จะพูดออกมาว่า “เยอรมนีกำลังทำได้ดี แต่เราไม่อาจประมาทได้ ฉันอยากให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน” สิ่งที่น่าสนใจคือการที่แอปพลิเคชันใช้ Image Recognition แทน QR Code หมายความว่าตัวป้ายโปสเตอร์เองกลายเป็น “QR Code” ไปโดยอัตโนมัติ และภาพวิดีโอของ Merkel จะลอยซ้อนทับบนหน้าป้ายแม้จะขยับกล้องไปมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าแอปถูกดาวน์โหลดเพียงประมาณ 7,000 ครั้ง ซึ่งถือว่าน้อยมากในมิติการหาเสียง แต่สิ่งที่มีค่ากว่าคือกระแสข่าวในสื่อเทคโนโลยีและสื่อการเมืองที่ครอบคลุมกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ และในการเลือกตั้งครั้งนั้น Merkel ชนะด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 41% ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดของพรรค CDU ในรอบ 20 ปี
นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาอื่นที่น่าสนใจคือ AR ไม่ได้อยู่แค่บนป้ายข้างถนน แต่อยู่ในจดหมายกระดาษ ที่ส่งถึงบ้าน ซึ่งผสมผสานสื่อดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างแนบเนียน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 Chase Tramont ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐฟลอริดา District 30 ใช้เทคโนโลยี AR ผ่านแพลตฟอร์ม RealityBLU ในจดหมายหาเสียงโดยตรง (Direct Mail) โดยเมื่อผู้รับจดหมายสแกน QR Code บนซองจดหมาย ภาพสามมิติของ Tramont จะปรากฏขึ้นบนโต๊ะหรือพื้นผ่านกล้องสมาร์ทโฟน แนะนำตัวเองและนำเสนอแนวคิด โดย RealityBLU รายงานว่า จดหมายนั้นได้รับอัตราการโต้ตอบ (Interaction Rate) สูงถึง 16% และอัตราการกดเข้าหน้าระดมทุน (Activation Rate) คือ 11% ซึ่งสูงกว่าจดหมายหาเสียงทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลทำให้ Tramont ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2022
อย่างไรก็ตาม AR ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการพัฒนานำไปใช้จริงยังสูงมาก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับแคมเปญขนาดเล็กที่มีงบจำกัด นอกจากนี้ยังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้อยู่ในอาศัยในชนบทที่อาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้มีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่จำเป็นสำหรับประสบการณ์ AR ทุกคน ซึ่งสร้างช่องว่างดิจิทัลที่แคมเปญการเมืองต้องเผชิญซึ่งในบริบทของประเทศไทยและอาเซียน ช่องว่างนี้ยิ่งกว้างกว่าในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอีกมาก
Hologram: การปรากฏตัวโดยไม่ต้องเดินทาง
เทคโนโลยีโฮโลแกรมทำให้นักการเมืองสามารถ “ปรากฏตัว” บนเวทีหลายแห่งได้โดยไม่ต้องเดินทางจริง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สื่อและนักการเมืองเรียกว่า “โฮโลแกรม” นั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่โฮโลแกรมในความหมายทางวิทยาศาสตร์ แต่คือเทคนิคที่เรียกว่า Pepper's Ghost ซึ่งเป็นการฉายภาพ 2 มิติลงบนฟิล์มบางหรือกระจกในมุมเอียง เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งเทคนิคนี้ถูกพัฒนาขึ้นในยุควิกตอเรียโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่ชื่อ John Henry Pepper ในปี ค.ศ. 1862 โดยอาศัยหลักการสะท้อนแสงของกระจก และในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ถูกอัปเกรดโดยผสมการฉายภาพวิดีโอความละเอียดสูงเข้ากับ Motion Capture และ CGI ทำให้สร้าง "ตัวแทนดิจิทัล" ของบุคคลจริงๆ ที่ดูสมจริง
กรณีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ Jean-Luc Mélenchon ผู้สมัครประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดยในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 Mélenchon ได้ปราศรัยแบบตัวจริงต่อหน้าฝูงชนจำนวน 12,000 คนในเมือง Lyon และในขณะเดียวกันนั้น โฮโลแกรมของเขาก็ปรากฏต่อผู้สนับสนุนอีก 6,000 คนในกรุงปารีส ห่างออกไปเกือบ 500 กิโลเมตร โดยมีดีเลย์เพียงสองวินาที และในการเลือกตั้งปี 2022 เขายกระดับขึ้นอีก โดยปรากฏตัวพร้อมกันใน 12 เมืองทั่วฝรั่งเศสในคืนเดียว ผลที่วัดได้ชัดเจนคือหลังจากการใช้โฮโลแกรม Mélenchon กระโดดขึ้นมา 19 อันดับในโพลภายในหนึ่งเดือน และช่อง YouTube ของเขามียอดวิวรวมกว่า 21.7 ล้านวิว นำหน้าคู่แข่งทุกคน เพราะผู้ชมในงานต่างถ่ายคลิปโฮโลแกรมและแชร์ลงโซเชียลมีเดียทันที
อีกหนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจในเอเชียคือการเลือกตั้งอินโดนีเซียปี 2019 เมื่อ Joko Widodo ใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมในการหาเสียง โดยใช้อุปกรณ์สร้างภาพโฮโลแกรมบรรจุในรถบรรทุก ทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วเกาะชวาได้อย่างคล่องตัว โดยไม่ต้องให้ Jokowi เดินทางไปด้วยตัวเอง Jakarta Globe (2019) รายงานว่าโฮโลแกรมของ Jokowi ไม่เพียงนำเสนอผลงานในช่วงสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา แต่ยังสามารถโต้ตอบกับผู้ชมในแบบเรียลไทม์ได้ด้วย เนื่องจาก Jokowi สามารถวิดีโอคอลพูดคุยกับประชาชนที่มาชมโฮโลแกรมได้โดยตรง จากงานวิจัยของ Idama et al. (2020) พบว่า ปฏิกิริยาของผู้ชมในพื้นที่อย่าง Sukabumi และ Bogor นั้นมีความประหลาดใจปนกับความตื่นเต้น หลายคนกล่าวว่าแม้ไม่ได้เห็นตัวจริง แต่รู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับนโยบายและตัวตนของ Jokowi มากขึ้น
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากกรณีศึกษาทั้งหมด โฮโลแกรมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองที่ทำงานพร้อมกันใน 3 ระดับ ซึ่งไม่มีสื่อชนิดใดทำได้ครบในคราวเดียว ได้แก่ ระดับอารมณ์ ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าผู้นำอยู่ตรงหน้าแม้จะอยู่คนละเมือง สองคือระดับโซเชียล ที่ทำให้ผู้ชมอยากถ่ายภาพและแชร์ต่อสร้างกระแสแบบออร์แกนิก และระดับโลจิสติกส์ ที่ทำให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล
Virtual Reality (VR): การหาเสียงในโลกเสมือน
งานวิจัยของ Weber et al. (2022) กล่าวว่า VR ไม่ใช่แค่สื่อประเภทใหม่ แต่คือประสบการณ์ประเภทใหม่ที่สร้างความรู้สึกเหมือน “อยู่ในเหตุการณ์” (Presence) ซึ่งสื่อดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ พวกเขาชี้ว่านักข่าวจาก BBC, The Guardian, The New York Times, Al Jazeera, National Geographic และ El País เริ่มนำ VR มาใช้ในการรายงานข่าวเพื่อพาผู้ชม “เข้าไป” สัมผัสสงคราม ค่ายผู้ลี้ภัย หรือความอยุติธรรมทางสังคม แทนที่จะแค่บอกเล่าจากภายนอก และจุดนี้เองที่นักการเมืองเริ่มมองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีนี้
ยกตัวอย่างกรณีของเกาหลีใต้ เกาหลีใต้ไม่ได้แค่ทดลองใช้ VR ในการเมือง แต่กลายเป็นผู้นำระดับโลกในเรื่องนี้ ในปี 2021 พรรค Democratic Party of Korea (DP) เช่าพื้นที่ในโปรแกรม Metaverse ชื่อ “Metropolis” ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Zigbang แอปพลิเคชันหาที่พักของเกาหลีใต้ เพื่อให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคทั้ง 6 คนสามารถรณรงค์หาเสียงออนไลน์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และในพิธีเปิด “Metaverse Camp” ประธานพรรคได้กล่าวว่านี่คือ “ยุคใหม่ของการหาเสียงทางการเมือง”
นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาปี 2024 แคมเปญของทั้งพรรค Democrat และ Republican เริ่มสำรวจพื้นที่ VR และ Metaverse เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เคยรับชมสื่อดั้งเดิมผ่านแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และชุมชน VR ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักการเมืองสามารถ “เข้าหา” ผู้ใช้งานที่รวมตัวกันในโลก VR ได้โดยตรง
VR มีข้อได้เปรียบสำคัญในการเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยสนใจการเมืองรูปแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะคนในรุ่น Gen Z ที่ใช้เวลาในโลกออนไลน์มากกว่าในโลกกายภาพ ในขณะเดียวกัน การเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องใช้ต้นทุนการเดินทางสูงก็กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมอย่างมาก ที่สำคัญ การหาเสียงใน VR ยังช่วยสร้าง “ความรู้สึกของชุมชน” (Sense of Community)" ในหมู่ผู้สนับสนุนที่กระจัดกระจายทางภูมิศาสตร์ได้ด้วย เพราะแม้ผู้สนับสนุนจะอยู่ห่างกันคนละทวีป แต่ใน VR พวกเขาสามารถ “ยืนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน” รับฟังผู้นำพูดและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันได้
ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย FNF Thailand และ The Infinity
ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้าน Social Scientific Data Analysis จากมหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน