DE

Political Podcast Project
ค่าเสียโอกาสของการเป็นนักการเมือง: ต้นทุนที่มองไม่เห็นของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ

ค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง
© ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์

เรื่องและภาพโดย ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์

"ราคา" และ "ต้นทุน" ที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของประชาชนนั้นแพงแค่ไหน และสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของประชาธิปไตยไทยอย่างไร
เมื่อฤดูแห่งการเลือกตั้งมาถึง  เรามักจะเห็นภาพผู้สมัครเดินลุยฝนหรือตากแดดร้อน ๆ ของไทยเพื่อแจกแผ่นพับ ปราศรัยบนเวที และเดินยกมือไหว้ประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่เบื้องหลังของภาพเหล่านั้นมีสิ่งที่มักไม่ถูกพูดถึง นั่นก็คือต้นทุนมหาศาลที่ผู้สมัครต้องจ่าย ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้  เพื่อซื้อ "โอกาสในการได้รับเลือกจากประชาชน" ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นการตอบแทน....


ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนหนึ่งต้องใช้เงินส่วนตัวจำนวนมากในการทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การจัดทำป้ายโฆษณา รถหาเสียง และการร่วมกิจกรรมของชุมชน จากรายงานวิจัยเรื่อง The Cost of Politics: Thailand ของ Westminster Foundation for Democracy (2024)  ระบุว่า ผู้สมัครเสียค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ในระดับหลักหลายแสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาทต่อการเลือกตั้งหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าผู้มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเดิมถึงหลายเท่า ทั้งค่าใช้จ่ายในการหาเสียงและเวลาในการสร้างเครือข่ายทางสังคม โดยในรายงานวิจัยนี้มีผู้สมัครรายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่า การทำงานที่มั่นคงต่อไปโดยไม่เข้าสู่การเมืองนั้นสมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจมากกว่า แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองไทย พวกเขาจึงยอมรับการเสียสละทางการเงินนี้ และเดินหน้าหาเสียงโดยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ด้วยความหวังที่จะชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งในสภา สิ่งเหล่านี้ได้แสดงความตอกย้ำว่าการเข้าสู่สนามการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงอุดมการณ์หรือความสามารถ หากแต่เป็นกระบวนการที่คัดกรองผู้สมัครผ่านความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ  


อย่างไรก็ตาม “ต้นทุนของการเมือง” ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เงินเท่านั้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง ยังหมายถึง "ค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) ของสิ่งที่บุคคลต้องละทิ้ง เช่น อาชีพที่มั่นคง รายได้ระยะยาว หรือชีวิตครอบครัว การที่คนคนหนึ่งตัดสินใจเข้าสู่การเมืองจึงไม่ต่างจากการลงทุนรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความเสี่ยงสูง และค่าเสียโอกาสดังกล่าวมักตกอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มาจากชนชั้นนำหรือเครือข่ายทางการเมืองเดิม เนื่องจากพวกเขาไม่มี "ตาข่ายรองรับ" หากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ทั้งในแง่อาชีพ รายได้ และสถานะทางสังคม ดังนั้น ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่ามักสามารถรับความเสี่ยงจากการลงสมัครได้มากกว่า ในขณะที่ผู้สมัครจากชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นแรงงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงแบบ "ได้หรือเสียทั้งหมด" โครงสร้างเช่นนี้มีแนวโน้มทำให้เกิด “การคัดเลือกแบบกลับด้าน (Adverse Selection)” คือ การเมืองกลายเป็นพื้นที่ของผู้ที่ "พร้อม" มากกว่าผู้ที่ "เหมาะสม" ในเชิงความรู้ ความสามารถ หรือความเข้าใจในปัญหาสาธารณะ 
นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนที่มองไม่เห็นในแง่ของมิติเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่สร้างความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนักการเมืองเพศหญิง  ภาพนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเลือกตั้งปีพ.ศ. 2566 ของประเทศไทย ที่มีผู้หญิงเพียงร้อยละ 19.2 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด แม้จะมีการพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างทางสังคมและพรรคการเมืองยังไม่เอื้อต่อผู้หญิงมากนัก เนื่องจากการเมืองไทยยังคงถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Political Culture) ซึ่งให้คุณค่ากับลักษณะของ "ผู้นำที่เข้มแข็ง" มากกว่าความสามารถเชิงนโยบาย ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงจึงต้องสร้างทุนของตนผ่านการแสดงออกที่สอดคล้องกับค่านิยมชายเป็นใหญ่ เช่น การพูดในโทนมั่นใจ การใช้ภาษาที่แข็งแรง หรือการแสดงความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล เพื่อให้ได้รับการยอมรับทางการเมือง


ผลลัพธ์ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อ "คุณภาพของประชาธิปไตย" (Quality of Democracy)  เพราะเมื่อค่าเสียโอกาสของการเป็นนักการเมืองสูง คนที่เข้าสู่ระบบย่อมเป็นผู้ที่พร้อมรับความเสี่ยง ซึ่งมักมาจากชนชั้นนำเดิม ส่งผลให้ประชาธิปไตยถูกลดทอนเหลือเพียง “รูปแบบ” ในท้ายที่สุดวิกฤตนี้ได้สะท้อนผ่านความรู้สึกหมดศรัทธาในระบบของคนรุ่นใหม่ โดยเราจะเห็นได้จากการออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและการตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา


ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพได้ก็ต่อเมื่อระบบตัวแทนสามารถสะท้อนความต้องการและผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้แทนมาจากกลุ่มเศรษฐกิจที่มีทุนสูงหรือมีสายสัมพันธ์ทางอำนาจ ระบบตัวแทนจะค่อย ๆ กลายเป็น "การเป็นตัวแทนของผลประโยชน์" มากกว่าการเป็น "ตัวแทนของประชาชน" ซึ่งในประเทศไทยเอง สภาผู้แทนราษฎรสะท้อนภาพเดียวกัน คือ ถึงแม้จะมีความหลากหลายของผู้ได้รับเลือกตั้งมากขึ้นหลังการเลือกตั้งปีพ.ศ. 2566 แต่โครงสร้างของผู้แทนยังคงกระจุกตัวในกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูงและกลุ่มทุน ส่งผลให้ตัวแทนที่เข้าสู่สภามักมีลักษณะทางชนชั้น อาชีพ และประสบการณ์ชีวิตที่ค่อนข้างจำกัด ความไม่หลากหลายของภูมิหลังผู้แทนมีความสัมพันธ์กับการออกแบบนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป ทำให้ประเด็นอย่างเรื่องแรงงานและสวัสดิการถูกลดทอนความสำคัญลง ผลลัพธ์คือ นโยบายของรัฐเป็นไปในลักษณะแบบบนลงล่าง (Top-down) มากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง


เมื่อเป็นเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้ว "ราคา" ที่ผู้สมัครต้องจ่ายเพื่อเข้าสู่สนามการเมือง ไม่ได้เป็นเพียงภาระส่วนบุคคล แต่กลับกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่สังคมไทยต้องแบกรับร่วมกัน ในรูปแบบของสภาที่ขาดความหลากหลายและนโยบายที่ห่างไกลจากความเป็นจริงของประชาชน ตราบใดที่ทางการเมืองไทยยังเอื้อให้ผู้ที่จ่ายไหวเข้าถึงอำนาจได้ง่ายกว่าผู้ที่เข้าใจปัญหา เราจะยังคงติดอยู่ในวังวนของ "การคัดเลือกแบบกลับด้าน" ที่กีดกันคนธรรมดาและกลุ่มเปราะบางออกไป 

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย FNF Thailand และ The Infinity

ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้าน Social Scientific Data Analysis จากมหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน