DE

Political Podcast Project
เวทีปราศรัยในฐานะพื้นที่การแสดงทางการเมือง: การสื่อสารในการเลือกตั้งปี 2569

การเลือกตั้ง 69
© ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์

เรื่องและภาพ: ธันยนันท์ พิมลบุตรพงศ์

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เกิดปรากฏการณ์เวทีปราศรัยและเวทีประชาคมสาธารณะในช่วงหาเสียงเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าตลอดเดือนมกราคมไปจนถึงก่อนโค้งสุดท้ายมีการจัดเวทีดีเบต การประชันวิสัยทัศน์ และกิจกรรมสาธารณะหลายเวที โดยจากการเก็บข้อมูลของ ThaiPublica (2026) พบว่ามีเวทีสาธารณะดังกล่าวอย่างน้อย 75 เวทีที่จัดขึ้น นอกจากนี้ การปราศรัยมักมีการเดินสาย (touring) ไปเปิดเวทีต่างจังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมายคือการ “ยึดพื้นที่ทางการเมือง” ของแต่ละภูมิภาค โดยยึดจังหวะและบรรยากาศการเมืองท้องถิ่นเข้ามาปรับใช้ การปราศรัยกลางแจ้งร่วมกับกองเชียร์จำนวนมากนั้นสร้างกลุ่มคนที่มีพลังทางสัญลักษณ์ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “การวัดพลังในเมืองนั้นๆ” พฤติกรรมนี้สะท้อนแนวคิดการผลิตพื้นที่ทางการเมือง ที่ผู้ใช้เวทีทั้งผู้พูดและผู้ฟังร่วมกันสร้างความหมายใหม่ให้กับสถานที่นั้น
เวทีปราศรัยจึงไม่ใช่เพียงเวทีการพูดคุยทางการเมือง แต่เป็น พื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกลยุทธ์การสื่อสารและการสร้างบรรยากาศทางอารมณ์ร่วมกัน และปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พื้นที่นี้ขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์อย่างกว้างขวางด้วย ตำแหน่งบนเวทีที่เคยจำกัดอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพจึงถูกบุกเบิกออกไปสู่จอมือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เวทีปราศรัยไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เข้าฟังในที่จริงอีกต่อไป
 

การสื่อสารทางการเมืองและภาษาในเวทีปราศรัย

การสื่อสารทางการเมืองเป็นกระบวนการที่นักการเมืองพยายามสร้างสารและรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงและโน้มน้าวประชาชน ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ การเลือกใช้ภาษาและสำนวน เพื่อปลุกกระแสความเชื่อมโยงทางอารมณ์และการแสดงภาพลักษณ์ตนเองบนเวทีปราศรัย ผู้ปราศรัยจะใช้ทั้งภาษาทางการและภาษาพูดทั่วไป ผสมกับสุภาษิตหรือวาทกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีการตั้งคำถามเชิงโวหารเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม และมักจะสลับสรรพนามไปมาเพื่อดึงดูดผู้ฟังทุกวัยอีกด้วย
ยกตัวอย่างการสื่อสารในเวทีปราศรัยการเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา บางเวทีมีความพยายามในการสร้าง "วาทกรรมเชิงโครงสร้าง" (Structural Discourse)" โดยหัวใจหลักคือการอธิบายว่าปัญหาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าครองชีพสูงหรือรายได้ต่ำ ไม่ใช่เพียงผลกระทบชั่วคราวจากกลไกตลาด แต่เป็นผลผลิตจาก "ระบบเดิม" หรือ "โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม" การสื่อสารในลักษณะนี้ใช้การ "เล่าเรื่องผ่านประสบการณ์จริง" (Experiential Storytelling) ของประชาชนมาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้ให้เห็นว่าปัญหาหยั่งรากลึกเกินกว่าจะแก้ไขด้วยวิธีแบบเดิม การใช้ภาษาที่เน้นการ “รื้อ” หรือ “สร้างใหม่” จึงมีผลอย่างยิ่งในการสร้างความหวังให้แก่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการเห็นการปฏิรูปขนานใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองที่เน้นความต่อเนื่องโดยการเลือกใช้ “ภาษาเชิงปฏิบัตินิยม” (Pragmatic Discourse) เพื่อตอบโต้ความไม่แน่นอน โดยเน้นย้ำถึง "ประสบการณ์" และ "ความมั่นคง" โดยมักจะหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่รุนแรงหรือการเสนอการเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลัน แต่จะใช้ภาษาที่สร้างความรู้สึกปลอดภัย (Safety and Stability) โดยการโชว์ตัวเลขความสำเร็จในอดีตและแผนการดำเนินงานที่ "ทำได้จริง"
นอกเหนือจากตัวอย่างที่ได้กล่าวไป ปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในปี 2569 คือการปรับเปลี่ยนภาษาปราศรัยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อบนโลกออนไลน์ วาทศิลป์บนเวทีใหญ่ถูกออกแบบให้มี “ประโยคเด็ด” (Soundbites)" ที่สั้น กระชับ และเร้าอารมณ์ เพื่อให้สามารถถูกตัดทอนเป็นคลิปสั้นใน TikTok หรือ YouTube Shorts ได้ทันที การสื่อสารทางการเมืองจึงลดความซับซ้อนของนโยบายลง แต่เพิ่มพลังของ “อารมณ์” (Pathos) เข้าไปแทนที่ ทำให้ภาษาทางการเมืองเข้าถึงคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนทำงานที่ไม่มีเวลาฟังการปราศรัยยาว ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเมืองของอารมณ์บนเวทีปราศรัย

งานวิจัยด้านการเมืองอารมณ์ (Political Emotion) ชี้ว่าอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความหวัง ความกลัว ไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างสำนึก” (Structure of Feeling) ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มคนทั้งสังคม ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ถูกสร้างและส่งผ่านโดยสัญญะทางภาษา ภาพ และวาทกรรมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สาธารณะ เช่น เวทีปราศรัย และสื่อออนไลน์  โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผู้คนมีความตื่นตัวสูง เช่น ในหลายเวทีปราศรัยช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2569 ผู้ปราศรัยจำนวนหนึ่งปราศรัยโดยเน้นที่ความไม่พอใจเกี่ยวกับปัญหาการเข้าถึงบริการรัฐ หรือเรื่องความไม่โปร่งใสในเชิงนโยบาย เป็นการใช้ “ความโกรธต่อความไม่โปร่งใส” เป็นพลังระดมมวลชน ซึ่งในเชิงทฤษฎี อารมณ์ความโกรธ (anger) เป็นอารมณ์ที่มีพลังในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมสูง งานวิจัยของ Marcus, Neuman และ MacKuen (2000) ภายใต้แนวคิด Affective Intelligence Theory อธิบายว่าอารมณ์โกรธมีแนวโน้มทำให้ประชาชนพร้อมจะปกป้องอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนอย่างเข้มแข็ง มากกว่าการเปิดรับข้อมูลใหม่
นอกจากนี้ยังมีการใช้ “ความกลัวและความมั่นคง” ในประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ช่วงก่อนการเลือกตั้ง มีสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีปราศรัย ผู้ปราศรัยเน้นย้ำประเด็นอธิปไตย ความมั่นคงชายแดน หรือภัยคุกคามจากภายนอก มาใช้เป็นประเด็นเพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมอย่างแข็งกร้าว ซึ่งการปราศรัยในลักษณะนี้สามารถความรู้สึกกังวลด้านความมั่นคงของประชาชนได้เป็นอย่างดี
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีเวทีที่มีใช้วาทกรรมเชิงบวก โดยเน้นภาพอนาคต เช่น เศรษฐกิจที่มั่นคง โอกาสของคนรุ่นใหม่ หรือรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุม โดยในงานของ Sara Ahmed (2004) ชี้ว่าอารมณ์อย่างความหวัง (Hope) ทำหน้าที่ “ผูกโยงร่างกายผู้คนเข้าด้วยกัน” ผ่านการแบ่งปันจินตภาพร่วม (Shared Imagination) เมื่อผู้ฟังจำนวนมากตอบสนองพร้อมกันด้วยเสียงปรบมือหรือการยืนขึ้นสนับสนุน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Collective Emotional Resonance” หรือ “แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ร่วม”
ดังนั้น การจัดเวทีปราศรัยจึงไม่ใช่แค่ “กระตุ้นอารมณ์” ของผู้คนในเวลาเดียวกัน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมอารมณ์หลากหลาย โดยผู้ปราศรัยสามารถเลือกจุดเน้นที่แตกต่างกัน เช่น ช่วงหนึ่งย้ำสร้างแรงจูงใจด้วยอารมณ์โกรธต่อสภาพเดิม ๆ เพื่อต้องการปฏิรูป หรืออีกช่วงอาจเปลี่ยนอารมณ์เป็นความหวังต่อแผนงานใหม่ วาทกรรมเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิด Resonance กับผู้ฟังหลากหลายกลุ่มอารมณ์ การประสานจังหวะวาทกรรมที่แตกต่างกันบนเวทีปราศรัยจึงเป็น กลไกการเมืองของอารมณ์ ที่สำคัญในการชิงความเชื่อมั่นจากประชาชน
โดยสรุปแล้ว ปรากฏการณ์บนเวทีปราศรัยในการเลือกตั้งปี 2569 มิได้เป็นเพียงการแข่งขันทางอำนาจ แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่มีชีวิตชีวาผ่าน “เสรีภาพในการแสดงออก” การที่ผู้ปราศรัยเลือกใช้ “วาทกรรมเชิงโครงสร้าง” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบเดิม หรือการใช้ “ภาษาเชิงปฏิบัตินิยม” เพื่อยืนยันความต่อเนื่อง ล้วนเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมตีความความเป็นธรรมในสังคม เวทีปราศรัยในยุคดิจิทัลที่ขยายตัวสู่โลกออนไลน์นี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อพลเมืองได้รับข้อมูลที่หลากหลายและเข้าถึงการวิพากษ์ปัญหาเชิงระบบได้โดยตรง พวกเขาจะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ฟัง” มาเป็น “ผู้กำหนดวาระ” ทางการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการสื่อสารทางการเมืองในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการช่วงชิงคะแนนเสียง แต่คือการสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางการเมืองที่เน้นเหตุผลและการแสวงหาทางเลือกเพื่อให้ประชาธิปไตยและเสรีภาพเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย


**ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย FNF Thailand และ The Infinity